http://pantip.com/topic/30943506
สวัสดีครับห่างหายไปนานสำหรับห้องสินธร
เป็นเวลารวมราวๆ 6 ปีแล้วตั้งแต่ผมเผยแพร่แนวคิด Kzm ผมเชื่อว่าหากบางคนที่ใช้ หรือ นำแนวความคิดมาต่อยอดน่าจะเข้าใจพื้นฐาน และมีความพร้อมที่จะก้าวต่อไปมากขึ้น
True Alpha คืออะไร คือหลักการที่เฮดจ์ฟันพวกที่ไม่เคยเจ๊งมาก่อนในประวัติศาสตร์นำมาใช้ ที่ผมเน้นคำว่าไม่เคยเจ๊งมาก่อนหมายความว่าอย่างไร ในโลกของเฮดจ์ฟันจะมี concept อยุ่ 2 แนวทาง คือพวกที่เชื่อในเรื่องของการตามล่าหา Return หรือผลตอบที่มากกว่าหรือชนะตลาด กับ อีกพวกหนึ่งคือพวกที่ตามหาความเป็นอมตะของเงินทุนตัวเอง หรือ เรียกง่ายๆตามภาษาชาวบ้านคือการไม่มีต้นทุนในการลงทุน (True alpha หรือ Absolute Return นั่นเอง)
ซึ่งหลักการนี้ได้มีการนำมาใช้นานแล้ว โดยผู้ที่เริ่มพัฒนาต่อยอดแรกๆมีหลายๆ คนที่ดังๆคือ
Ray Dalio , Jame simon , Soros ,Warren buffet เป็นต้น
การจะเข้าถึง True Alpha นั้นเราต้องมีความเข้าใจในเรื่องการสร้างพอร์ตอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าเฮดจ์ฟันประเภท True alpha จะยอมเสียเวลาในช่วงแรกๆไปในการพยามสร้างโครงสร้าง portfolio ในการเอื้อสู่ภาวะ true alpha นั่นเอง
Portfolio Management ในการทำ True alpha นั้นจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ผมขอยกตัวสมการของ Ray Dalio มาเพื่ออธิบายให้เข้าใจนะครับ
Return = Cash + Beta +Alpha
โดยทางเฮดจ์ฟันสาย True alpha จะเชื่อว่าหากเราจะมีผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้พอร์ตของเราต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนในสมการข้างต้นครับ
ผมจะค่อยๆกล่าวทีล่ะตัวนะครับ
Cash = คือเงินสด หรือ สิ่งเทียบเท่าเงินสด ที่พร้อมจะสามารถเคลื่อนย้ายไปในการลงทุนตลอดเวลา หรือ เกือบทันทีเมื่อมีโอกาส ดังนั้นหากใครที่ cash น้อยมากๆ ก็จะทำให้เสียโอกาสเมื่อมีเหตุการณ์ผิดความคาดหมายเกิดขึ้นในตลาด
Beta = ต้องบอกก่อนเลยว่า มันไม่เหมือนกับตำราราที่เราเรียนด้านการเงินนะครับ เพราะ Hedge fund ประเภท true alpha จะใช้พอร์ตตัวเอง เป็น benchmark เสมอ เค้าไม่สนใจเหมือนกองทุนทั่วๆไปหรอกว่าคุณจะเทียบกับอะไร เทียบกับ index หรือ อะไรก็ตาม พวกกองทุน true alpha จะเทียบกับพอร์ตตัวเองเสมอ กล่าวคือ ใช้พอร์ตตัวเองคือ index หรือ เอาพอรืตตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น beta ในที่นี้คือ ค่าความผันผวนที่คุณเก็บมาได้จากในตลาด หรือ cash flow ที่คุณหาได้นั่นเอง ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตามที่คุณใช้ล่าในส่วนต่างทุน เช่น Technical Analysis ,Kzm ,Dsm ดังนั้นเราจะเห็นว่าบ้านเราส่วนมากจะเน้นแต่วิธีการหา beta ไม่ได้มีการเน้นสร้างหรือพัฒนาตัว alpha ซึ่งผมจะพูดถึงต่อไปในอนาคต ดังนั้น หากคุณมีแต่ beta ประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตของคุณก็จะน้อยมากๆ
Alpha = คือการฝังตัวอ่อนการลงทุนในสิ่งที่ Value นั้นมันแตกต่างจากมุลค่าเหมาะสมในการแลกเปลี่ยนสินค้านั้นๆ ดังนั้น Alpha จะต้องฝังใน product ที่มีค่าความกลัวมากๆ หรือ มีค่าความโลภมากๆ และ product เหล่านี้โอกาสเป็น 0 น้อยมากๆ เช่น index หรือ commodities หรือ หุ้น under value ที่เรารุ้จักกิจการเหล่านั้นเป็นอย่างดี ดังนั้น เราจะเห็นว่า Value investor จะเน้นแนวทางนี้เป้นหลักก็คือแนวทางของ alpha ซึ่งไม่ต้องตกใจว่าทำไม Vi ถึง ตกับนักเทคนิคบ่อยๆ เพราะสองคนต่างเชื่อในคนล่ะส่วนของ portfolio management นั่นเอง แต่ถ้าเราเปิดใจจะเห้นว่า buffet ปิดจุดอ่อนของตัวเองโดยการหา beta จากการ short put derivative ถึงทำให้ Growth ของเขาพัฒนาไปได้ดีกว่าคนอื่นที่เป็น Vi แต่ไม่สนใจ Beta เลยเป็นต้น ดังนั้น หากเราไม่สนใจ beta คนที่จะเป็น Vi ก้ต้องอดทน หรือไม่ก็ต้องมีเงินในระดับหนึ่งที่เรียกว่าปันผลหล่อเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อรอวันที่ alpha จะ pay off เป็นต้นครับ
นี้การสร้าง portfolio แบบนี้จะทำแบบไหน โดยมากสูตร basic เราจะเน้นที่
50 Cash : 40 Beta : 10 Alpha
ดังนั้นหากคนที่เข้าใจ kzm หรือ ระบบปกป้องทุนอื่นๆที่ดีพอ ก็จะสามารถรักษาสัดส่วน 40% ตรงนั้นได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนเลย ซึ่งพอได้ cash flow จากระบบ beta แล้วเราจะแบ่งส่วนเข้าสุ่ alpha หรือ ขยับขยาย bata ก็จะง่าย
ทีนี้มาดู alpha เนื่องจาก concept เราจะเลือกที่สิ่งที่คนกลัว หรือ โลภ เพื่อให้ได้ราคาดีๆ ดังนั้น จำนวนการลงทุนเราจะพยามเริ่มต้นที่น้อยๆ เช่น 10% ซึ่งหากเราคิดผิดขาดทุนอย่างมากคือ 10% ของพอร์ตโดยรวม และ ยิ่งถ้าเรารุ้จัก product นั้นดีพอ หรือ product ที่ไม่เป็น 0 โอกาสขาดทุน 5% ของพอร์ตโดยรวมก็ยากแล้ว เพราะนั้นหมายความว่า product alpha ที่เราเลือกต้องลงต่อจากจุดที่เราคิดว่าน่ากลัวมากๆแล้วไปอีก 50% เป็นต้น
ทีนี้เมื่อเราลง alpha ไปแล้วแน่นอน หากมันขาดทุนเราจะต้องเอา cash flow จาก bata มาโปะให้ได้ ซึ่งหาก beta โปะไม่ทัน ก็เป็นหน้าที่ของ cash นั่นเอง โดยที่เราจะต้องพยามโปะให้สัดส่วน value ของเราทำกับ 10% เหมือนเดิมที่เราลงทุนไปตอนแรก ดังนั้นปริมาณหุ้นหรือ asset ของเราจะเพิ่มขึ้น และถ้าเราดึง beta มาเพียงพอต่อการทำให้ต้นทุนของเราเป็น 0 ได้ก็เท่ากับเราได้ true alpha product มาแล้ว 1 ตัวเป็นต้นครับ แล้วเราจะไล่หาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนมี product มากมายนับไม่ถ้วนครับ น่คือ หลักการง่ายๆของเฮดจ์ฟันที่เก่งๆในปัจจุบันนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเค้าไม่สนใจ Nav เลยว่าจะติดลบยังไง แต่ปริมาณเงินและ asset ของพวกนี้กลับเติบโตขึ้นทุกวัน เพราะ เค้ามีระบบต้นทุนของเค้าอีกแบบครับ หวังว่าจะเป็นไอเดียได้นะครับ ไว้โอกาสหน้ามีเวลาจะเข้ามาพิมพ์เรื่องอื่นๆอีกครับ ขอบคุณมากครับ
MudleyGroup
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559
Reflexivity by mangmaoclub
http://mangmaoclub.com/reflexivity-1/
http://mangmaoclub.com/reflexivity-2/
http://mangmaoclub.com/reflexivity-2/
ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ของ George Soros นั้น ได้ชี้ให้เราเห็นว่า ในบางครั้งตลาดนั้นมีลักษณะที่ไม่สมดุล หรือคงที่อยู่โดยธรรมชาติของมัน เนื่องจากมีแรงบางอย่างซึ่งส่งผลให้เกิด “การสะท้อนกลับในทางลบ หรือ Negative Feedback” ซึ่งทำให้ราคานั้นวิ่งออกจากจุดสมดุลไปอย่างมาก
ทฤษฎี Reflexivity นั้นช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และมันคือปรัชญาเบื้องหลังความคิดของเขา ในการที่จะช่วยบ่งชี้ถึงสภาพที่ไม่เสถียรของสภาวะแวดล้อมในตลาด โดยเมื่อไหร่ที่เขาเชื่อว่าราคาได้เคลื่อนที่ไปถึงจุดสุดยอด(Extreme) ของมันนั้น เขาจะเดิมพันในการวกกลับมาของราคา ซึ่งหลักฐานจากผลการลงทุนที่ผ่านมาของเขานั้น แสดงให้เห็นว่า Gorge Soros ได้ประยุกต์ใช้ทฤษฏีของเขากับการลงทุนได้เป็นอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว
โดยในบทความนี้ เราจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเบื้องหลังทฤษฎี Reflexivity และอธิบายถึงการเกิดปรากฏการณ์รูปแบบราคาแบบ Parabolic Price Pattern ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าตลาดนั้นจะวิ่งไปสู่จุดสมดุล(Equilibrium)อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีแรงกระทบจากสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นนั้น(Destabilizing Force) ภาคธุรกิจ, อุตสาหกรรม, หรือแม้แต่ตลาดทางการเงินต่างๆนั้น ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวไปอย่างรุนแรงหนีไปจากจุดสมดุลของมัน ซึ่งในบางครั้งมันก่อให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจขึ้นมา แต่ในบางครั้งมันก็กลับทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
เราจึงพอที่จะสรุปได้ว่า เมื่อไหร่ที่แรงกระทบจากสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงนั้นได้บรรเทาลงไป เศรษฐกิจของอเมริกานั้นจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะการฟื้นตัวแบบ L-Shape แต่ในทางกลับกันแล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น ด้วยสภาวการณ์ที่คล้ายกันนี้ ตลาดหุ้นจะเกิดการฟื้นตัวแบบ V-Shape ภายในช่วงเวลายาวประมาณ 1 ปี โดยเราจะอธิบายถึงเหตุผล ว่าทำไมสภาวการณ์ต่างๆในขณะนี้นั้นจึงเอื้อที่จะทำให้เกิดการฟื้นตัวเช่นนั้นในภายหลังครับ
หลังจากที่ George Soros ได้เกษียนตัวเองจากการเป็นผู้จัดการกองทุนอย่างเต็มเวลาในปี 2000 เขาได้ก่อตั้งกองทุน Hedge Fund กองใหม่ของเขาขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปี 2007 โดยผลการลงทุนของเขาในขณะที่ได้บริหารการลงทุนอยู่ที่กองทุน Quantum Fund ในช่วงยุคต้นปี 70 นั้น ได้สร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ +40% ต่อปีเป็นเวลานับสิบปีทีเดียว ซึ่งในช่วงตลาดหมี(Bear Market)ในปี 2008 นี้ รายงานจากผลการลงทุนตอบแทนของเขานั้น ก็ยังสามารถที่จะเอาชนะตลาด และนักลงทุนหลายๆคนได้อยู่เช่นเดิม โดยเป็นผลมาจากการที่เขาสามารถสร้างผลกำไรเป็นอย่างมากในขณะที่ตลาดได้ร่วงหล่นลงมา.. แล้วเขาทำได้อย่างไรหรือ? คำตอบก็คือ.. “ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Theory of Reflexivity” ของเขานั่นเองครับ
George Soros นั้นพูดถึงทฤษฏีของเขาว่า มันคือผลงานแห่งชีวิตของเขา และเขายังได้เขียนหนังสือที่มีหัวข้อเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อยู่หลายเล่มเช่นกัน อย่างไรตาม เขาก็ยอมรับว่าเขานั้นต้องเจอกับทั้งกระแสการวิจารณ์ในเชิงลบและคำชมเชยควบคู่กันไป จากทฤษฎีของเขาที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและตลาดเงินของเขา โดยในการบรรยายของเขาในปี 1994 นั้น เขาได้พยายามที่จะอธิบายถึงแนวคิดเบื้อหลังทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ไว้ดังนี้ครับ
“มันมีความสัมพันธ์แบบที่เรานั้นเป็นฝ่ายกระทำ(Active Relationship) ระหว่างความคิดและความจริงอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์แบบที่เราถูกกระทำ(Passive Relationship)ระหว่างความคิดและความจริงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เกิดความเข้าใจที่ความคลาดเคลื่อนไปจากความจริง และผมหมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทางเศรษฐศาสตร์ด้วยเช่นกัน”
“ผมเรียกความสัมพันธ์แบบถูกกระทำ(Passive Relationship)นี้ว่า “กลไกความสัมพันธ์ที่เกิดจากกระบวนการรับรู้”(Cognitive Function) และผมเรียกความสำพันธ์แบบการเป็นฝ่ายกระทำ(Active Relationship)นี้ว่า “กลไกความสำพันธ์ที่เกิดจากการเข้าไปมีส่วนร่วม”(Participating Function) โดยผมเรียกความสัมพันธ์ ของกลไก(Function)ทั้งสองอย่างนี้ว่า “การสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity” นั่นเอง”
ตลาดนั้นสมดุลอยู่เสมอจริงหรือ?
เราจะอธิบายเรื่องนี้โดยการยกตัวอย่างจากสิ่งที่เป็นกายภาพ แล้วจึงจะนำไปเปรียบเทียบกับแนวคิดทางด้านการเงินกันครับ ผมอยากให้คุณจินตนาการถึงลักษณะของถ้วยชามอย่างที่คุณเห็นในภาพที่ 1 กันครับ โดยหากว่าเรานั้นได้ปล่อยลูกแก้วลงไป มันจะวิ่งไหลไปตามแอ่งเว้าของชามและในที่สุดจะหยุดลงที่ก้นของชามใบนี้ และนี่คือลักษณะทางพลวัตรของระบบที่คงที่(Dynamic stable system) ในทางกลับกันนั้นให้คุณลองจินตนาการว่าหากคุณทำการพลิกถ้วยชามใบนี้ โดยมีลูกแก้ววางอยู่บนจุดศูยน์กลางของชามที่คว่ำอยู่ เมื่อเราปล่อยลูกแก้ว ลูกแก้วจะไหลลงไปสู่ด้านข้างของชาม และมันจะไม่วิ่งไหลกลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง ซึ่งนี่คือลักษณะทางพลวัตรของระบบแบบไม่คงที่(Dynamic unstable system) ซึ่งจะไม่วิ่งกลับมาที่จุดสมดุลเดิมของมันอีกครั้ง
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์หลายๆทฤษฎีนั้นสันนิฐานว่า ตลาดนั้นคือระบบที่จะเคลื่อนที่ไปสู่จุดสมดุล(Dynamic stable) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไหร่ที่ Profit Margin ของการอุตสาหกรรมไหนมีค่าที่สูงมากนั้น จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นมาซึ่งจะมีผลทำให้ราคาของมันลดลง และเช่นเดียวกัน นักลงทุนที่มีเหตุผลนั้น จะย้ายเงินทุนจากหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่มีราคาสูงกว่ามูลค่าของมัน ไปยังหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาของมันวิ่งขึ้นไปสู่จุดที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่แท้จริงของมันนั่นเอง อย่างไรก็ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎง่ายๆของทฤษฏีนี้เสมอไป และนี่คือสิ่งที่ทฤษฎีกระจกสะท้อน(Reflexivity) ได้บอกกับเราเอาไว้ว่า ในบางครั้งนั้น ตลาดก็ไม่ได้คงที่เสมอไป.. เหมือนกับลูกแก้วที่กลิ้งออกไปนั่นเอง
วัฏจักรแห่งความดีงามและความชั่วร้าย
เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและราคาหุ้นของมัน ในช่วงเวลาที่เป็นปกติของอุตสาหกรรมนั้น สามัญสำนึกง่ายๆของเราก็คือ เมื่อพื้นฐานของธุรกิจนั้นดีขึ้น มันจะส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทนั้นวิ่งขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม มันจะดูมีเหตุบ้างไหม หากว่าการที่ราคาของหุ้นนั้น ในทางกลับกัน ก็อาจจะส่งผลต่อพื้นฐานของบริษัทด้วยเช่นกัน? ซึ่งในบางครั้งนั้น คำตอบก็คือ.. แน่นอน
ตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ดี และเข้าใจได้ง่ายๆนั้นก็คือ ผลกระทบจากการเพิ่มหรือลดระดับของความน่าเชื่อถือของบริษัท(Credit Rating) โดยเมื่อไหร่ที่สถาบันจัดอันดับทางการเงินอย่าง Moody’s หรือ S&P ได้ทำการลดระดับความน่าเชื่อทางการเงิน(Downgrades) ของบริษัททางการเงินลง(ลองนึกถึงกรณีของ AIG) มันสามารถที่จะมีผลกระทบต่อเงินค้ำประกันที่บริษัทต้องนำมาสำรองเอาไว้เพิ่มตามข้อบังคับ โดยการ Downgrade นี้นั้นจะส่งผลกระทบซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทนั้นๆเพิ่มขึ้นนั่นเอง
ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว มุมมองของนักวิเคราะห์จากทาง S&P นั้นย่อมจะมีความเที่ยงตรงแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่โดยที่การคาดการณ์ถึงสภาวะทางการเงินของบริษัทในอนาคตนั้น มีผลอย่างใหญ่หลวงในการจัดอันดับและรายงานผลความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัท มันจึงส่งผลทำให้เกิดการร่วงหล่นของราคาหุ้นตามมา ซึ่งในที่สุดก็จะมีผลกระทบที่แย่ต่อความรู้สึกของนักลงทุนตามมาอีกเช่นกัน และวงจรการสะท้อนกลับทางลบ หรือ Negative Feedback ระหว่างความต้องการทางเงินทุนสำรองสำหรับ Capital Requirement (ซึ่งคือสิ่งที่เป็นตัวแปรทางพื้นฐานของบริษัท) กับราคาหุ้น และสถาบันการจัดอันดับทางการเงิน(ซึ่งเป็นมุมมองและการรับรู้)นี้เอง เป็นผลทำให้เกิดวัฏจักรอันชั่วร้าย หรือการล่มสลายของบริษัทตามมาในภายหลัง
วงจรแบบการสะท้อนกลับทางลบ หรือ Negative Feedback นี่เอง ที่ทำให้เกิดความไม่คงที่ขึ้นในตลาด(ทั้งขึ้นและลง) โดยในบางครั้งก็ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้นของบริษัท แต่ในบางครั้งมันก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่เกิดภาวะฟองสบู่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์(ในอเมริกา)ขึ้นนั้น ราคาของบ้านที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก ได้ทำให้มูลค่าของบ้านนั้นเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งได้ทำให้ธนาคารต่างๆกล้าที่จะลดดอกเบี้ยในการกู้ยืมจากเกณฑ์มาตรฐานลงมา จึงเป็นผลทำให้ผู้บริโภคนั้นมีแรงซื้อที่เพิ่มมากขึ้น และในที่สุดก็มีผลทำให้ของราคาบ้านนั้นยิ่งสูงขึ้นไปอีกกว่าเดิม ซึ่งทำให้มูลค่าของบ้านนั้นเพิ่มขึ้นสูงตามมาอีก และมีผลกระทบลูกโซ่อย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และนี่คือตัวอย่างของวงจรการป้อนกลับทางลบ(Negative Feedback Loops) ที่มีผลทำให้เกิดวัฏจักรที่ดีงาม หรือความเฟื่องฟูของเศรษฐกิจที่ตามมานั่นเอง
สรุปก็คือ โดยทั่วไปแล้ว การสะท้อนกลับไปมานั้น เป็นผลจาก Negative Feedback Loops ระหว่างพื้นฐานของธุรกิจ และราคาของหุ้น ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้นมานั่นเอง ซึ่งผลของมันก็คือ การที่ราคาจะวิ่งไปสู่จุดสูงสุด(Extreme)ของมันนั่นเอง
และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม Gorge Soros ถึงได้ยกความดีความชอบของเขาในการลงทุนให้กับทฤษฎีกระจกสะท้อนนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่เขานำมาช่วยในการบ่งชี้ถึงจุดสูงสุดของราคา ซึ่งทำให้เขากล้าที่จะวางเดิมพันในการวกกลับลงมาของมันนั่นเองครับ
ขอคั่นจบเพียงแค่นี้ก่อนในตอนที่ 2 นี้นะครับ เดี๋ยวจะเอามาลงต่อให้ครับ เรื่อง Reflexivity นี้ค่อยๆอ่านแล้วจะรู้สึกว่าสนุกดีเหมือนกัน แล้วแวะมาที่ แมงเม่าคลับ.คอม กันอีกนะครับ ขอบคุณครับ
Theory of Reflexivity by พี่ต้าน

« on: September 03, 2008, 02:57:05 AM »
ถือว่ามาแชร์แล้วกันนะครับ เว็ปบล็อคผมมีปัญหาครับ จริงๆมันไม่สมบูรณ์แต่ผมเขียนลงบล็อคตัวเองไม่ได้เลย
Theory of Reflexivity (Revise )
ผมได้ใช้เวลาค้นคว้ารวมทั้งปฏิบัติตามแนวความคิดของ จอร์จ โซรอส มานานนับ 8 ปี แต่กลับเป็น Concept เดียวที่ผมไม่เคยเขียนจบสักครั้งหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับอีเมล์ตอบกลับจาก Fund Comac Capital ผู้ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่าของ โซรอสหลายอย่างที่ผมยังติดค้างก็เคลียร์มากขึ้น
ในปรัชญาของโซรอสนั้นเราต้องเข้าใจความหมายที่โซรอสต้องการจะสื่อก่อน
กระจกสะท้อน = ตลาด ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของโซรอสจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีตัวกลางคือกระจกก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราได้เห็นก็คือตลาด
Participant = ผู้ที่อยู่ในตลาดที่ตัวเองมีผลประโยชน์ด้วยนั่นเอง ไม่ว่าผู้นั้น จะทำการซื้อขายหรือไม่ก็ตาม หากมีผลประโยชน์กับตลาดแล้ว แนวความคิดของเค้าจะ Bias อย่างแน่นอน จึงจัดอยู่ในประเภทของ Participant
Observer = ผู้ซึ่งสังเกตุการณ์อยู่ภายนอกตลาด หรือคิดวิเคราะห์มายังตลาดภายใต้พื้นฐานของความรู้เท่าที่ตัวเองมีอยู่ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับตลาดนั้นๆ
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ = Reflexivity = จะเกิดมาจากผลกระทบของกลุ่ม Participant ได้เข้าไปกระทำ Actions ในตลาดนั่นเอง ซึ่งตลาดจะเป็นกระจกสะท้อนผลลัพธ์
ดังนั้นหัวใจของ Soros ขั้นแรก ก็คือ Boom Bust Model ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและโซรอสใช้ในการมองแบบ Macro View มาโดยตลอด
ขั้นแรกของการก่อตัวของ ฟองสบู่ก็คือ (Boom) ความเชื่อของ Participant บางกลุ่มในตลาดได้กระทำ Actions ต่อตลาด และเมื่อตลาดตอบสนองในทิศทางที่พวกเค้าเหล่านั้นคิด ก็จะทำให้พวกเค้าเหล่านั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่าถูกต้อง กล่าวคือ Participant จะยึดติดความถูกต้องของตัวเองกับสิ่งที่ตลาดสะท้อนกลับออกมาให้เห็น แล้วเมื่อทิศทางตลาดตอบรับความเชื่อของเค้าเหล่านั้นเค้าก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นและความมั่นใจของเค้ารวมทั้งการตอบสนองของตลาด เหล่านี้เองจะสร้าง ความเชื่อใหม่ๆให้แก่กลุ่มบุคคลที่อยู่ภายนอกตลาดกล่าวคือ Observer นั่นเอง ซึ่งฟองสบู่จะค่อยๆขยายตัวออกตามอัตราที่ Observer เหล่านี้ค่อยๆเข้ามากลายเป็น Participant
ซึ่งจะเป็นไปดัง Functions ดังต่อไปนี้
Observer ------> Participant --------> Market Feed Back (สอดคล้องความเชื่อ ได้รับผลตอบแทนที่ดี)
จาก Functions ของโซรอส เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งตลาดตอบสนองสอดคล้องไปในทิศทางที่เราต้องการให้เป็นมากเท่าไร อัตราการเร่งก็จะยิ่งเร่งให้ Observer เข้ามาเป็น Participant มากขึ้น กว่า Rate อัตราปกติที่ตลาดจะรับได้
ต.ย. เช่น ราคาทองคำ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามความเชื่อของกลุ่มคนในตลาด Commodity บางกลุ่ม และราคาได้ตอบสนองต่อความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นอัตราเร่งความมั่นใจ และสร้างความเชื่อว่าความคิดเหล่านี้ถูกต้อง จนส่งผ่านมาถึงผู้คนภายนอกตลาด แต่แน่นอน การซื้อทองคำเพื่อลดผลกระทบจากการด้อยค่าของเงินสกุลหลักๆเป็นสิ่งที่ทำมานานแล้ว แต่การอัตราการเข้ามาที่เร็วเกินไปตามความเชื่อของ Observer ที่คล้อยตามนั้นทำให้ตลาด สะท้อนกลับออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามนั่นเอง และหากตลาดสะท้อนในทิศทางความเชื่อที่ตรงกันข้ามเหล่านี้ต่อไป คนอีกกลุ่มซึ่งคิดสอดคล้องกับตลาดในทิศทางก็จะเริ่มมั่นใจในเหตุผลบางอย่าง ว่าถูกต้อง และส่งผ่านความเชื่อนี้ออกไปให้กับ Participant คนอื่นๆเริ่มรับรู้ และคล้อยตาม เช่น ธนาคารกลางซึ่งเริ่มลดการถือครองทองคำลงด้วยเหตุผลบางอย่าง อะไรเหล่านี้เป็นต้น สุดแท้แต่ความเชื่อ และยิ่งหากตลาดแสดงผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ความเชื่อก็จะเริ่มมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆๆ จนหลายคนเริ่มคล้อยตามและคิดว่าถูกต้อง ซึ่งหากผลกระทบเหล่านั้นรุนแรงและเจ็บปวดมาก Participant บางพวกก็จะค่อยๆทยอยออกจากตลาดไป เป็น Loop แบบนี้วนไปเรื่อยๆ โดยที่ Observer และ Participant อาจจะเป็นคนกลุ่มใหม่ๆผลัดเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอหรือคนเก่าก็ได้ ซึ่งปฏิกิริยา Bust นั่นจะเป็นไปดัง functions ง่ายๆดังรูปข้างล่างนี้
Observer <----- -- Participant <-------- Market Feed Back (ไม่สอดคล้องกับความเชื่อ เริ่มเจ็บปวดเสียหาย)
ดังนั้น เราจะเห็นว่าโซรอส สนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ความเชื่อทางด้าน Economic ขณะๆนั้น ซึ่งดูยังไงก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในเวลาช่วงนั้นๆ เพราะ ถ้าเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับขึ้นมาเราก็จะเห็นข้อมูลที่ถูกต้องทาง Economic ที่ตอบรับกับ Feed Back ของตลาดอยู่ดี
จุดวกกลับของทฤษฎี Reflexivity
มีหลายคนพยามที่จะหาจุดวกกลับของตลาด การที่ตลาดจะเกิดทฤษฎีสะท้อนกลับอีกครั้งหนึ่งนั้น ต้องให้ Big player ทั้งหลายในตลาดที่ต้านกระแสของตลาด ยอมแพ้และเปลี่ยนแนวความคิดให้ได้เสียก่อน (ความคิดของรายย่อยนั้นเปรียบเสมือนส่วนประกอบในการผลักดันส่งเสริมตลาด แต่ไม่สามารถ Move market ถึงจุดวกกลับได้รวดเร็วเท่า Big player เพราะรายย่อยเปลี่ยนกระแสความคิดง่ายมาก จึงเป็นตัวส่งเสริมในLoop ย่อยๆระหว่างที่เรากำลังเดินทางใน Big wave นั้นๆ) เพราะเราจำเป็นต้องให้ทุกคนคิดสอดคล้องกันโดยรวมทั้งหมด ซึ่งจะเกิดการเคลื่อนตัวของตลาดอย่างรวดเร็วเพราะทุกคนมองไปในทางเดียวกันหมดอย่างแท้จริง แต่หลังจากนั้นความกลัวและกังวลอย่างที่เราคิดมันก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะระดับราคานั้นได้ซึมซับอารมณ์สุดโต่งของมนุษย์ทุกคนไว้หมดแล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากพอสมควรในการหาจุดวกกลับ ซึ่งแม้ตัวโซรอสเองได้ทายจุดฟองสบุ่ดอทคอมแตกพลาดไป 2 ปี แต่ถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์แล้ว วิธีการของแกก็ยังเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะแกถูกราวๆ 80 % มาดูตัวอย่างแบบดัดแปลงเพื่อง่ายต่อความเข้าใจทฤษฎีของแกกัน
การล่มสลายของเงินปอนด์ ตอนนั้น ธนาคารกลางของอังกฤษทำตัวเป็น Big player ต้านกระแสของตลาด และ กว่าจะยอมรับพื้นฐานที่แท้จริงของประเทศตัวเอง ก็ต้องขาดทุนมหาศาล พอถึงวันประกาศยอมแพ้ ค่าเงินปอนด็ก็ล่วงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น ก็ไม่เห็น Low นั้นอีกต่อไป
อีกตัวอย่างเพื่อเห็นภาพได้ชัดหลังจากที่รัฐบาลไทยซึ่งเป็น big player ยอมแพ้และยอมรับพื้นฐานความจริงของเศรษฐกิจบ้านเราและประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทก็ไหลลงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเห็น Low ที่เงินบาทระดับนั้นอีกเลย
ยกตัวอย่างภาพแบบคร่าวๆอาจจะไม่ละเอียดเท่าไรนะครับโดยเฉพาะกราฟ แต่ถ้าเราศึกษาทุกวิกฤตและทุกฟองสบู่เราจะเห็นภาพของมนุษย์อย่างเราๆได้แจ่มแจ้งชัดเจนดีขึ้น ส่วนงวดนี้เรามารอดู Big player หลายคนที่ยังไม่ยอมรับความจริงซึ่งเกิดมาตั้งนานแล้วไม่ปรับตัวฝืนกระแส หรือเพิ่งจะเริ่มมาปรับตัวตอนนี้ ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง
Theory of Reflexivity (Revise )
ผมได้ใช้เวลาค้นคว้ารวมทั้งปฏิบัติตามแนวความคิดของ จอร์จ โซรอส มานานนับ 8 ปี แต่กลับเป็น Concept เดียวที่ผมไม่เคยเขียนจบสักครั้งหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับอีเมล์ตอบกลับจาก Fund Comac Capital ผู้ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่าของ โซรอสหลายอย่างที่ผมยังติดค้างก็เคลียร์มากขึ้น
ในปรัชญาของโซรอสนั้นเราต้องเข้าใจความหมายที่โซรอสต้องการจะสื่อก่อน
กระจกสะท้อน = ตลาด ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของโซรอสจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีตัวกลางคือกระจกก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราได้เห็นก็คือตลาด
Participant = ผู้ที่อยู่ในตลาดที่ตัวเองมีผลประโยชน์ด้วยนั่นเอง ไม่ว่าผู้นั้น จะทำการซื้อขายหรือไม่ก็ตาม หากมีผลประโยชน์กับตลาดแล้ว แนวความคิดของเค้าจะ Bias อย่างแน่นอน จึงจัดอยู่ในประเภทของ Participant
Observer = ผู้ซึ่งสังเกตุการณ์อยู่ภายนอกตลาด หรือคิดวิเคราะห์มายังตลาดภายใต้พื้นฐานของความรู้เท่าที่ตัวเองมีอยู่ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับตลาดนั้นๆ
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ = Reflexivity = จะเกิดมาจากผลกระทบของกลุ่ม Participant ได้เข้าไปกระทำ Actions ในตลาดนั่นเอง ซึ่งตลาดจะเป็นกระจกสะท้อนผลลัพธ์
ดังนั้นหัวใจของ Soros ขั้นแรก ก็คือ Boom Bust Model ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและโซรอสใช้ในการมองแบบ Macro View มาโดยตลอด
ขั้นแรกของการก่อตัวของ ฟองสบู่ก็คือ (Boom) ความเชื่อของ Participant บางกลุ่มในตลาดได้กระทำ Actions ต่อตลาด และเมื่อตลาดตอบสนองในทิศทางที่พวกเค้าเหล่านั้นคิด ก็จะทำให้พวกเค้าเหล่านั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่าถูกต้อง กล่าวคือ Participant จะยึดติดความถูกต้องของตัวเองกับสิ่งที่ตลาดสะท้อนกลับออกมาให้เห็น แล้วเมื่อทิศทางตลาดตอบรับความเชื่อของเค้าเหล่านั้นเค้าก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นและความมั่นใจของเค้ารวมทั้งการตอบสนองของตลาด เหล่านี้เองจะสร้าง ความเชื่อใหม่ๆให้แก่กลุ่มบุคคลที่อยู่ภายนอกตลาดกล่าวคือ Observer นั่นเอง ซึ่งฟองสบู่จะค่อยๆขยายตัวออกตามอัตราที่ Observer เหล่านี้ค่อยๆเข้ามากลายเป็น Participant
ซึ่งจะเป็นไปดัง Functions ดังต่อไปนี้
Observer ------> Participant --------> Market Feed Back (สอดคล้องความเชื่อ ได้รับผลตอบแทนที่ดี)
จาก Functions ของโซรอส เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งตลาดตอบสนองสอดคล้องไปในทิศทางที่เราต้องการให้เป็นมากเท่าไร อัตราการเร่งก็จะยิ่งเร่งให้ Observer เข้ามาเป็น Participant มากขึ้น กว่า Rate อัตราปกติที่ตลาดจะรับได้
ต.ย. เช่น ราคาทองคำ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามความเชื่อของกลุ่มคนในตลาด Commodity บางกลุ่ม และราคาได้ตอบสนองต่อความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นอัตราเร่งความมั่นใจ และสร้างความเชื่อว่าความคิดเหล่านี้ถูกต้อง จนส่งผ่านมาถึงผู้คนภายนอกตลาด แต่แน่นอน การซื้อทองคำเพื่อลดผลกระทบจากการด้อยค่าของเงินสกุลหลักๆเป็นสิ่งที่ทำมานานแล้ว แต่การอัตราการเข้ามาที่เร็วเกินไปตามความเชื่อของ Observer ที่คล้อยตามนั้นทำให้ตลาด สะท้อนกลับออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามนั่นเอง และหากตลาดสะท้อนในทิศทางความเชื่อที่ตรงกันข้ามเหล่านี้ต่อไป คนอีกกลุ่มซึ่งคิดสอดคล้องกับตลาดในทิศทางก็จะเริ่มมั่นใจในเหตุผลบางอย่าง ว่าถูกต้อง และส่งผ่านความเชื่อนี้ออกไปให้กับ Participant คนอื่นๆเริ่มรับรู้ และคล้อยตาม เช่น ธนาคารกลางซึ่งเริ่มลดการถือครองทองคำลงด้วยเหตุผลบางอย่าง อะไรเหล่านี้เป็นต้น สุดแท้แต่ความเชื่อ และยิ่งหากตลาดแสดงผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ความเชื่อก็จะเริ่มมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆๆ จนหลายคนเริ่มคล้อยตามและคิดว่าถูกต้อง ซึ่งหากผลกระทบเหล่านั้นรุนแรงและเจ็บปวดมาก Participant บางพวกก็จะค่อยๆทยอยออกจากตลาดไป เป็น Loop แบบนี้วนไปเรื่อยๆ โดยที่ Observer และ Participant อาจจะเป็นคนกลุ่มใหม่ๆผลัดเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอหรือคนเก่าก็ได้ ซึ่งปฏิกิริยา Bust นั่นจะเป็นไปดัง functions ง่ายๆดังรูปข้างล่างนี้
Observer <----- -- Participant <-------- Market Feed Back (ไม่สอดคล้องกับความเชื่อ เริ่มเจ็บปวดเสียหาย)
ดังนั้น เราจะเห็นว่าโซรอส สนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ความเชื่อทางด้าน Economic ขณะๆนั้น ซึ่งดูยังไงก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในเวลาช่วงนั้นๆ เพราะ ถ้าเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับขึ้นมาเราก็จะเห็นข้อมูลที่ถูกต้องทาง Economic ที่ตอบรับกับ Feed Back ของตลาดอยู่ดี
จุดวกกลับของทฤษฎี Reflexivity
มีหลายคนพยามที่จะหาจุดวกกลับของตลาด การที่ตลาดจะเกิดทฤษฎีสะท้อนกลับอีกครั้งหนึ่งนั้น ต้องให้ Big player ทั้งหลายในตลาดที่ต้านกระแสของตลาด ยอมแพ้และเปลี่ยนแนวความคิดให้ได้เสียก่อน (ความคิดของรายย่อยนั้นเปรียบเสมือนส่วนประกอบในการผลักดันส่งเสริมตลาด แต่ไม่สามารถ Move market ถึงจุดวกกลับได้รวดเร็วเท่า Big player เพราะรายย่อยเปลี่ยนกระแสความคิดง่ายมาก จึงเป็นตัวส่งเสริมในLoop ย่อยๆระหว่างที่เรากำลังเดินทางใน Big wave นั้นๆ) เพราะเราจำเป็นต้องให้ทุกคนคิดสอดคล้องกันโดยรวมทั้งหมด ซึ่งจะเกิดการเคลื่อนตัวของตลาดอย่างรวดเร็วเพราะทุกคนมองไปในทางเดียวกันหมดอย่างแท้จริง แต่หลังจากนั้นความกลัวและกังวลอย่างที่เราคิดมันก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะระดับราคานั้นได้ซึมซับอารมณ์สุดโต่งของมนุษย์ทุกคนไว้หมดแล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากพอสมควรในการหาจุดวกกลับ ซึ่งแม้ตัวโซรอสเองได้ทายจุดฟองสบุ่ดอทคอมแตกพลาดไป 2 ปี แต่ถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์แล้ว วิธีการของแกก็ยังเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะแกถูกราวๆ 80 % มาดูตัวอย่างแบบดัดแปลงเพื่อง่ายต่อความเข้าใจทฤษฎีของแกกัน
การล่มสลายของเงินปอนด์ ตอนนั้น ธนาคารกลางของอังกฤษทำตัวเป็น Big player ต้านกระแสของตลาด และ กว่าจะยอมรับพื้นฐานที่แท้จริงของประเทศตัวเอง ก็ต้องขาดทุนมหาศาล พอถึงวันประกาศยอมแพ้ ค่าเงินปอนด็ก็ล่วงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น ก็ไม่เห็น Low นั้นอีกต่อไป
อีกตัวอย่างเพื่อเห็นภาพได้ชัดหลังจากที่รัฐบาลไทยซึ่งเป็น big player ยอมแพ้และยอมรับพื้นฐานความจริงของเศรษฐกิจบ้านเราและประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทก็ไหลลงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเห็น Low ที่เงินบาทระดับนั้นอีกเลย
ยกตัวอย่างภาพแบบคร่าวๆอาจจะไม่ละเอียดเท่าไรนะครับโดยเฉพาะกราฟ แต่ถ้าเราศึกษาทุกวิกฤตและทุกฟองสบู่เราจะเห็นภาพของมนุษย์อย่างเราๆได้แจ่มแจ้งชัดเจนดีขึ้น ส่วนงวดนี้เรามารอดู Big player หลายคนที่ยังไม่ยอมรับความจริงซึ่งเกิดมาตั้งนานแล้วไม่ปรับตัวฝืนกระแส หรือเพิ่งจะเริ่มมาปรับตัวตอนนี้ ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



