ถือว่ามาแชร์แล้วกันนะครับ เว็ปบล็อคผมมีปัญหาครับ จริงๆมันไม่สมบูรณ์แต่ผมเขียนลงบล็อคตัวเองไม่ได้เลย
Theory of Reflexivity (Revise )
ผมได้ใช้เวลาค้นคว้ารวมทั้งปฏิบัติตามแนวความคิดของ จอร์จ โซรอส มานานนับ 8 ปี แต่กลับเป็น Concept เดียวที่ผมไม่เคยเขียนจบสักครั้งหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับอีเมล์ตอบกลับจาก Fund Comac Capital ผู้ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่าของ โซรอสหลายอย่างที่ผมยังติดค้างก็เคลียร์มากขึ้น
ในปรัชญาของโซรอสนั้นเราต้องเข้าใจความหมายที่โซรอสต้องการจะสื่อก่อน
กระจกสะท้อน = ตลาด ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของโซรอสจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีตัวกลางคือกระจกก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราได้เห็นก็คือตลาด
Participant = ผู้ที่อยู่ในตลาดที่ตัวเองมีผลประโยชน์ด้วยนั่นเอง ไม่ว่าผู้นั้น จะทำการซื้อขายหรือไม่ก็ตาม หากมีผลประโยชน์กับตลาดแล้ว แนวความคิดของเค้าจะ Bias อย่างแน่นอน จึงจัดอยู่ในประเภทของ Participant
Observer = ผู้ซึ่งสังเกตุการณ์อยู่ภายนอกตลาด หรือคิดวิเคราะห์มายังตลาดภายใต้พื้นฐานของความรู้เท่าที่ตัวเองมีอยู่ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับตลาดนั้นๆ
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ = Reflexivity = จะเกิดมาจากผลกระทบของกลุ่ม Participant ได้เข้าไปกระทำ Actions ในตลาดนั่นเอง ซึ่งตลาดจะเป็นกระจกสะท้อนผลลัพธ์
ดังนั้นหัวใจของ Soros ขั้นแรก ก็คือ Boom Bust Model ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและโซรอสใช้ในการมองแบบ Macro View มาโดยตลอด
ขั้นแรกของการก่อตัวของ ฟองสบู่ก็คือ (Boom) ความเชื่อของ Participant บางกลุ่มในตลาดได้กระทำ Actions ต่อตลาด และเมื่อตลาดตอบสนองในทิศทางที่พวกเค้าเหล่านั้นคิด ก็จะทำให้พวกเค้าเหล่านั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่าถูกต้อง กล่าวคือ Participant จะยึดติดความถูกต้องของตัวเองกับสิ่งที่ตลาดสะท้อนกลับออกมาให้เห็น แล้วเมื่อทิศทางตลาดตอบรับความเชื่อของเค้าเหล่านั้นเค้าก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นและความมั่นใจของเค้ารวมทั้งการตอบสนองของตลาด เหล่านี้เองจะสร้าง ความเชื่อใหม่ๆให้แก่กลุ่มบุคคลที่อยู่ภายนอกตลาดกล่าวคือ Observer นั่นเอง ซึ่งฟองสบู่จะค่อยๆขยายตัวออกตามอัตราที่ Observer เหล่านี้ค่อยๆเข้ามากลายเป็น Participant
ซึ่งจะเป็นไปดัง Functions ดังต่อไปนี้
Observer ------> Participant --------> Market Feed Back (สอดคล้องความเชื่อ ได้รับผลตอบแทนที่ดี)
จาก Functions ของโซรอส เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งตลาดตอบสนองสอดคล้องไปในทิศทางที่เราต้องการให้เป็นมากเท่าไร อัตราการเร่งก็จะยิ่งเร่งให้ Observer เข้ามาเป็น Participant มากขึ้น กว่า Rate อัตราปกติที่ตลาดจะรับได้
ต.ย. เช่น ราคาทองคำ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามความเชื่อของกลุ่มคนในตลาด Commodity บางกลุ่ม และราคาได้ตอบสนองต่อความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นอัตราเร่งความมั่นใจ และสร้างความเชื่อว่าความคิดเหล่านี้ถูกต้อง จนส่งผ่านมาถึงผู้คนภายนอกตลาด แต่แน่นอน การซื้อทองคำเพื่อลดผลกระทบจากการด้อยค่าของเงินสกุลหลักๆเป็นสิ่งที่ทำมานานแล้ว แต่การอัตราการเข้ามาที่เร็วเกินไปตามความเชื่อของ Observer ที่คล้อยตามนั้นทำให้ตลาด สะท้อนกลับออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามนั่นเอง และหากตลาดสะท้อนในทิศทางความเชื่อที่ตรงกันข้ามเหล่านี้ต่อไป คนอีกกลุ่มซึ่งคิดสอดคล้องกับตลาดในทิศทางก็จะเริ่มมั่นใจในเหตุผลบางอย่าง ว่าถูกต้อง และส่งผ่านความเชื่อนี้ออกไปให้กับ Participant คนอื่นๆเริ่มรับรู้ และคล้อยตาม เช่น ธนาคารกลางซึ่งเริ่มลดการถือครองทองคำลงด้วยเหตุผลบางอย่าง อะไรเหล่านี้เป็นต้น สุดแท้แต่ความเชื่อ และยิ่งหากตลาดแสดงผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ความเชื่อก็จะเริ่มมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆๆ จนหลายคนเริ่มคล้อยตามและคิดว่าถูกต้อง ซึ่งหากผลกระทบเหล่านั้นรุนแรงและเจ็บปวดมาก Participant บางพวกก็จะค่อยๆทยอยออกจากตลาดไป เป็น Loop แบบนี้วนไปเรื่อยๆ โดยที่ Observer และ Participant อาจจะเป็นคนกลุ่มใหม่ๆผลัดเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอหรือคนเก่าก็ได้ ซึ่งปฏิกิริยา Bust นั่นจะเป็นไปดัง functions ง่ายๆดังรูปข้างล่างนี้
Observer <----- -- Participant <-------- Market Feed Back (ไม่สอดคล้องกับความเชื่อ เริ่มเจ็บปวดเสียหาย)
ดังนั้น เราจะเห็นว่าโซรอส สนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ความเชื่อทางด้าน Economic ขณะๆนั้น ซึ่งดูยังไงก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในเวลาช่วงนั้นๆ เพราะ ถ้าเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับขึ้นมาเราก็จะเห็นข้อมูลที่ถูกต้องทาง Economic ที่ตอบรับกับ Feed Back ของตลาดอยู่ดี
จุดวกกลับของทฤษฎี Reflexivity
มีหลายคนพยามที่จะหาจุดวกกลับของตลาด การที่ตลาดจะเกิดทฤษฎีสะท้อนกลับอีกครั้งหนึ่งนั้น ต้องให้ Big player ทั้งหลายในตลาดที่ต้านกระแสของตลาด ยอมแพ้และเปลี่ยนแนวความคิดให้ได้เสียก่อน (ความคิดของรายย่อยนั้นเปรียบเสมือนส่วนประกอบในการผลักดันส่งเสริมตลาด แต่ไม่สามารถ Move market ถึงจุดวกกลับได้รวดเร็วเท่า Big player เพราะรายย่อยเปลี่ยนกระแสความคิดง่ายมาก จึงเป็นตัวส่งเสริมในLoop ย่อยๆระหว่างที่เรากำลังเดินทางใน Big wave นั้นๆ) เพราะเราจำเป็นต้องให้ทุกคนคิดสอดคล้องกันโดยรวมทั้งหมด ซึ่งจะเกิดการเคลื่อนตัวของตลาดอย่างรวดเร็วเพราะทุกคนมองไปในทางเดียวกันหมดอย่างแท้จริง แต่หลังจากนั้นความกลัวและกังวลอย่างที่เราคิดมันก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะระดับราคานั้นได้ซึมซับอารมณ์สุดโต่งของมนุษย์ทุกคนไว้หมดแล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากพอสมควรในการหาจุดวกกลับ ซึ่งแม้ตัวโซรอสเองได้ทายจุดฟองสบุ่ดอทคอมแตกพลาดไป 2 ปี แต่ถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์แล้ว วิธีการของแกก็ยังเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะแกถูกราวๆ 80 % มาดูตัวอย่างแบบดัดแปลงเพื่อง่ายต่อความเข้าใจทฤษฎีของแกกัน
การล่มสลายของเงินปอนด์ ตอนนั้น ธนาคารกลางของอังกฤษทำตัวเป็น Big player ต้านกระแสของตลาด และ กว่าจะยอมรับพื้นฐานที่แท้จริงของประเทศตัวเอง ก็ต้องขาดทุนมหาศาล พอถึงวันประกาศยอมแพ้ ค่าเงินปอนด็ก็ล่วงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น ก็ไม่เห็น Low นั้นอีกต่อไป
อีกตัวอย่างเพื่อเห็นภาพได้ชัดหลังจากที่รัฐบาลไทยซึ่งเป็น big player ยอมแพ้และยอมรับพื้นฐานความจริงของเศรษฐกิจบ้านเราและประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทก็ไหลลงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเห็น Low ที่เงินบาทระดับนั้นอีกเลย
ยกตัวอย่างภาพแบบคร่าวๆอาจจะไม่ละเอียดเท่าไรนะครับโดยเฉพาะกราฟ แต่ถ้าเราศึกษาทุกวิกฤตและทุกฟองสบู่เราจะเห็นภาพของมนุษย์อย่างเราๆได้แจ่มแจ้งชัดเจนดีขึ้น ส่วนงวดนี้เรามารอดู Big player หลายคนที่ยังไม่ยอมรับความจริงซึ่งเกิดมาตั้งนานแล้วไม่ปรับตัวฝืนกระแส หรือเพิ่งจะเริ่มมาปรับตัวตอนนี้ ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง
Theory of Reflexivity (Revise )
ผมได้ใช้เวลาค้นคว้ารวมทั้งปฏิบัติตามแนวความคิดของ จอร์จ โซรอส มานานนับ 8 ปี แต่กลับเป็น Concept เดียวที่ผมไม่เคยเขียนจบสักครั้งหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับอีเมล์ตอบกลับจาก Fund Comac Capital ผู้ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่าของ โซรอสหลายอย่างที่ผมยังติดค้างก็เคลียร์มากขึ้น
ในปรัชญาของโซรอสนั้นเราต้องเข้าใจความหมายที่โซรอสต้องการจะสื่อก่อน
กระจกสะท้อน = ตลาด ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของโซรอสจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีตัวกลางคือกระจกก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เราได้เห็นก็คือตลาด
Participant = ผู้ที่อยู่ในตลาดที่ตัวเองมีผลประโยชน์ด้วยนั่นเอง ไม่ว่าผู้นั้น จะทำการซื้อขายหรือไม่ก็ตาม หากมีผลประโยชน์กับตลาดแล้ว แนวความคิดของเค้าจะ Bias อย่างแน่นอน จึงจัดอยู่ในประเภทของ Participant
Observer = ผู้ซึ่งสังเกตุการณ์อยู่ภายนอกตลาด หรือคิดวิเคราะห์มายังตลาดภายใต้พื้นฐานของความรู้เท่าที่ตัวเองมีอยู่ โดยที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับตลาดนั้นๆ
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ = Reflexivity = จะเกิดมาจากผลกระทบของกลุ่ม Participant ได้เข้าไปกระทำ Actions ในตลาดนั่นเอง ซึ่งตลาดจะเป็นกระจกสะท้อนผลลัพธ์
ดังนั้นหัวใจของ Soros ขั้นแรก ก็คือ Boom Bust Model ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและโซรอสใช้ในการมองแบบ Macro View มาโดยตลอด
ขั้นแรกของการก่อตัวของ ฟองสบู่ก็คือ (Boom) ความเชื่อของ Participant บางกลุ่มในตลาดได้กระทำ Actions ต่อตลาด และเมื่อตลาดตอบสนองในทิศทางที่พวกเค้าเหล่านั้นคิด ก็จะทำให้พวกเค้าเหล่านั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่าถูกต้อง กล่าวคือ Participant จะยึดติดความถูกต้องของตัวเองกับสิ่งที่ตลาดสะท้อนกลับออกมาให้เห็น แล้วเมื่อทิศทางตลาดตอบรับความเชื่อของเค้าเหล่านั้นเค้าก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นและความมั่นใจของเค้ารวมทั้งการตอบสนองของตลาด เหล่านี้เองจะสร้าง ความเชื่อใหม่ๆให้แก่กลุ่มบุคคลที่อยู่ภายนอกตลาดกล่าวคือ Observer นั่นเอง ซึ่งฟองสบู่จะค่อยๆขยายตัวออกตามอัตราที่ Observer เหล่านี้ค่อยๆเข้ามากลายเป็น Participant
ซึ่งจะเป็นไปดัง Functions ดังต่อไปนี้
Observer ------> Participant --------> Market Feed Back (สอดคล้องความเชื่อ ได้รับผลตอบแทนที่ดี)
จาก Functions ของโซรอส เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งตลาดตอบสนองสอดคล้องไปในทิศทางที่เราต้องการให้เป็นมากเท่าไร อัตราการเร่งก็จะยิ่งเร่งให้ Observer เข้ามาเป็น Participant มากขึ้น กว่า Rate อัตราปกติที่ตลาดจะรับได้
ต.ย. เช่น ราคาทองคำ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามความเชื่อของกลุ่มคนในตลาด Commodity บางกลุ่ม และราคาได้ตอบสนองต่อความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นอัตราเร่งความมั่นใจ และสร้างความเชื่อว่าความคิดเหล่านี้ถูกต้อง จนส่งผ่านมาถึงผู้คนภายนอกตลาด แต่แน่นอน การซื้อทองคำเพื่อลดผลกระทบจากการด้อยค่าของเงินสกุลหลักๆเป็นสิ่งที่ทำมานานแล้ว แต่การอัตราการเข้ามาที่เร็วเกินไปตามความเชื่อของ Observer ที่คล้อยตามนั้นทำให้ตลาด สะท้อนกลับออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามนั่นเอง และหากตลาดสะท้อนในทิศทางความเชื่อที่ตรงกันข้ามเหล่านี้ต่อไป คนอีกกลุ่มซึ่งคิดสอดคล้องกับตลาดในทิศทางก็จะเริ่มมั่นใจในเหตุผลบางอย่าง ว่าถูกต้อง และส่งผ่านความเชื่อนี้ออกไปให้กับ Participant คนอื่นๆเริ่มรับรู้ และคล้อยตาม เช่น ธนาคารกลางซึ่งเริ่มลดการถือครองทองคำลงด้วยเหตุผลบางอย่าง อะไรเหล่านี้เป็นต้น สุดแท้แต่ความเชื่อ และยิ่งหากตลาดแสดงผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ความเชื่อก็จะเริ่มมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆๆ จนหลายคนเริ่มคล้อยตามและคิดว่าถูกต้อง ซึ่งหากผลกระทบเหล่านั้นรุนแรงและเจ็บปวดมาก Participant บางพวกก็จะค่อยๆทยอยออกจากตลาดไป เป็น Loop แบบนี้วนไปเรื่อยๆ โดยที่ Observer และ Participant อาจจะเป็นคนกลุ่มใหม่ๆผลัดเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอหรือคนเก่าก็ได้ ซึ่งปฏิกิริยา Bust นั่นจะเป็นไปดัง functions ง่ายๆดังรูปข้างล่างนี้
Observer <----- -- Participant <-------- Market Feed Back (ไม่สอดคล้องกับความเชื่อ เริ่มเจ็บปวดเสียหาย)
ดังนั้น เราจะเห็นว่าโซรอส สนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า ความเชื่อทางด้าน Economic ขณะๆนั้น ซึ่งดูยังไงก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในเวลาช่วงนั้นๆ เพราะ ถ้าเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับขึ้นมาเราก็จะเห็นข้อมูลที่ถูกต้องทาง Economic ที่ตอบรับกับ Feed Back ของตลาดอยู่ดี
จุดวกกลับของทฤษฎี Reflexivity
มีหลายคนพยามที่จะหาจุดวกกลับของตลาด การที่ตลาดจะเกิดทฤษฎีสะท้อนกลับอีกครั้งหนึ่งนั้น ต้องให้ Big player ทั้งหลายในตลาดที่ต้านกระแสของตลาด ยอมแพ้และเปลี่ยนแนวความคิดให้ได้เสียก่อน (ความคิดของรายย่อยนั้นเปรียบเสมือนส่วนประกอบในการผลักดันส่งเสริมตลาด แต่ไม่สามารถ Move market ถึงจุดวกกลับได้รวดเร็วเท่า Big player เพราะรายย่อยเปลี่ยนกระแสความคิดง่ายมาก จึงเป็นตัวส่งเสริมในLoop ย่อยๆระหว่างที่เรากำลังเดินทางใน Big wave นั้นๆ) เพราะเราจำเป็นต้องให้ทุกคนคิดสอดคล้องกันโดยรวมทั้งหมด ซึ่งจะเกิดการเคลื่อนตัวของตลาดอย่างรวดเร็วเพราะทุกคนมองไปในทางเดียวกันหมดอย่างแท้จริง แต่หลังจากนั้นความกลัวและกังวลอย่างที่เราคิดมันก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะระดับราคานั้นได้ซึมซับอารมณ์สุดโต่งของมนุษย์ทุกคนไว้หมดแล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากพอสมควรในการหาจุดวกกลับ ซึ่งแม้ตัวโซรอสเองได้ทายจุดฟองสบุ่ดอทคอมแตกพลาดไป 2 ปี แต่ถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์แล้ว วิธีการของแกก็ยังเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะแกถูกราวๆ 80 % มาดูตัวอย่างแบบดัดแปลงเพื่อง่ายต่อความเข้าใจทฤษฎีของแกกัน
การล่มสลายของเงินปอนด์ ตอนนั้น ธนาคารกลางของอังกฤษทำตัวเป็น Big player ต้านกระแสของตลาด และ กว่าจะยอมรับพื้นฐานที่แท้จริงของประเทศตัวเอง ก็ต้องขาดทุนมหาศาล พอถึงวันประกาศยอมแพ้ ค่าเงินปอนด็ก็ล่วงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น ก็ไม่เห็น Low นั้นอีกต่อไป
อีกตัวอย่างเพื่อเห็นภาพได้ชัดหลังจากที่รัฐบาลไทยซึ่งเป็น big player ยอมแพ้และยอมรับพื้นฐานความจริงของเศรษฐกิจบ้านเราและประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทก็ไหลลงต่ออย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเห็น Low ที่เงินบาทระดับนั้นอีกเลย
ยกตัวอย่างภาพแบบคร่าวๆอาจจะไม่ละเอียดเท่าไรนะครับโดยเฉพาะกราฟ แต่ถ้าเราศึกษาทุกวิกฤตและทุกฟองสบู่เราจะเห็นภาพของมนุษย์อย่างเราๆได้แจ่มแจ้งชัดเจนดีขึ้น ส่วนงวดนี้เรามารอดู Big player หลายคนที่ยังไม่ยอมรับความจริงซึ่งเกิดมาตั้งนานแล้วไม่ปรับตัวฝืนกระแส หรือเพิ่งจะเริ่มมาปรับตัวตอนนี้ ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น